วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เก็บเงินริมทาง โดย ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วงปลายปี 2010 จนถึงต้นปี 2011 หรือเมื่อประมาณ 4-5 ปี มาแล้ว  มีการพูดถึงประเด็นเรื่องการ สืบทอด”  ตำแหน่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ในเบิร์กไชร แฮททาเวย์ ค่อนข้างมากเนื่องจากบัฟเฟตต์ก็เริ่มแก่ตัวลงและไม่มีใครรู้ว่าใครจะมาแทนเขา  หนึ่งใน ตัวเลือก ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่ามีโอกาสสูงสุดก็คือ  David Sokol ผู้บริหารของบริษัท MidAmerican Energy Holding บริษัทลูกของเบิร์กไชร์ที่ดูแลเรื่องของการลงทุนในธุรกิจพลังงาน และยังเป็นผู้บริหารของ Netjets บริษัทให้บริการเช่าใช้เครื่องบินของบัฟเฟตต์ด้วย  นอกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทลูกที่มีขนาดใหญ่โตมากแล้ว  โซโคลยังมีบทบาทในเบิร์กไชร์มาก  ดูเหมือนว่าเขาจะเป็น  มือขวา” คนหนึ่งของบัฟเฟตต์ในการที่เขามักจะนำเสนอบริษัทหรือกิจการต่าง ๆ  ที่น่าสนใจให้บัฟเฟตต์พิจารณาซื้อ  นอกจากนั้น  เขายังช่วยบัฟเฟตต์แก้ปัญหาเวลาบริษัทลูก ๆ  ในเครือมีปัญหาด้วย  และที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ  โซโคลเองนั้นเป็นคน  บ้านเดียวกัน กับบัฟเฟตต์  คือ เป็นคนที่เกิดที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา  แถมเรียนจบมหาวิทยาลัยเดียวกับบัฟเฟตต์  ในมุมมองของคนท้องถิ่นแล้ว  เขาก็เป็น หนึ่ง  รอง  ๆ จากบัฟเฟตต์  สถานที่สำคัญหลายแห่ง  รวมถึงสนามกีฬาที่จัดประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ก็มีชื่อของเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง  เขาทำกิจกรรม บริจาคและช่วยเหลือสังคมอย่างกว้างขวางเป็นที่รักและชื่นชมทั่วไปในเมืองบ้านเกิด  อายุเขาก็ยังไม่มากคือเพียง 56 ปี  ดังนั้น  อนาคตของเขานั้นดูเหมือนว่าจะ โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่แล้วโดยที่ไม่มีใครคาดคิด  เขาประกาศลาออกจากเบิร์กไชร์ในวันที่ 28 มีนาคม 2011 และต่อมาในเดือนเมษายนคณะกรรมการตรวจสอบของเบิร์กไชร์ก็ออกมาแถลงถึงผลการตรวจสอบที่แสดงว่าโซโคลมีความ ไม่โปร่งใส ในกรณีของการเทคโอเวอร์บริษัทผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นLubrizol ของเบิร์กไชร์  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  โซคอลนั้นซื้อหุ้นของ Lubrizol ก่อนที่จะนำเสนอดีลให้กับบัฟเฟตต์  จำนวนเงินที่เขาซื้อประมาณ 10 ล้านเหรียญ และเมื่อการเทคโอเวอร์เกิดขึ้น  เขาทำกำไรได้ประมาณ 3 ล้านเหรียญ  โซโคลแถลงแก้ว่าเขาเองได้บอกกับบัฟเฟตต์ก่อนแล้วว่าเขามีหุ้นและมีก่อนที่จะนำเสนอดีลเทคโอเวอร์กับบัฟเฟตต์  ดังนั้นเขาไม่ผิด  บัฟเฟตต์เองในตอนแรกก็พูดทำนองว่า  โซโคลไม่ได้ลาออกเพราะเรื่องนี้และเขาก็เชื่อว่าสิ่งที่โซโคลทำไม่น่าจะผิดกฎหมาย  แต่ต่อมาภายหลัง  บัฟเฟตต์ก็ยอมรับว่าเขาอาจจะไม่ได้สรุปหรือคิดเรื่องนี้ละเอียดพอ  พูดง่าย ๆ  บัฟเฟตต์เองก็คิดว่าโซโคลทำไม่ถูก  อย่างไรก็ตามต่อมา  กลต. ของสหรัฐก็เข้ามาตรวจสอบเรื่อง การใช้ข้อมูลภายใน ของโซโคลและก็สรุปว่าโซโคลไม่ผิด  แต่ทุกอย่างก็จบลงแล้ว  เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างบัฟเฟตต์กับโซโคล
ในวันประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของเบิร์กไชร์ปี 2011 บัฟเฟตต์พูดกับผู้ถือหุ้นว่าเขาทำผิดอย่างแรงที่ไม่ถามโซโคลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น Lubrizol ที่อธิบายและแก้ตัวไม่ได้  เพราะสิ่งที่โซโคลทำนั้นละเมิดกฎของการปฎิบัติงานที่ดีของเบิร์กไชร์และเรื่องของการใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหุ้น  บัฟเฟตต์ยังพูดอีกว่าเขาจะไม่มีวันเข้าใจเลยว่าทำไมโซโคลทำสิ่งที่เขาทำ  เขาอธิบายไม่ได้ว่าทำไมโซโคลจึงไม่ปิดบังหรือใช้โนมินีเข้ามาซื้อหุ้น Lubrizol ถ้าเขาคิดว่าเขากำลังทำอะไรผิด  เขาปล่อยข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของเขาอย่างเปิดเผย  บัฟเฟตต์ยังพูดต่อว่า เขาไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมชื่อเสียงของโซโคลจึงถูกทำลายไปด้วยเรื่องฉาวโฉ่ที่เกี่ยวกับเงินเพียง 3 ล้านเหรียญ ทั้ง ๆ  ที่โซโคลเองนั้นเคยสมัครใจที่จะยกเงินค่าตอบแทนหรือโบนัสที่เขาควรจะได้จำนวนถึง 12.5 ล้านเหรียญให้กับเพื่อนร่วมงานคือ Greg Abel ที่บริษัทMidAmerican
ผมเองคิดว่าเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเพื่อทำเงินนั้น  มันคงจะเปรียบคล้าย ๆ  กับการที่เราเดินไปตามทางเดินสาธารณะ  แล้วเราไปเห็นเงินที่ตกหล่นอยู่ข้างทาง  เราไม่รู้ว่าเป็นเงินของใคร  และด้วย  สัญชาตญาณ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่อยู่ในมนุษย์ทุกคน  เราก็จะเก็บ  เงินที่ได้จากการเก็บของตกหล่นนั้น  ถ้าจำได้ตอนเป็นเด็ก  เราจะรู้สึกดีใจมากทั้ง ๆ  ที่มันอาจจะเป็นแค่เหรียญหรือเงินไม่กี่บาท  เพราะมันได้มาฟรี  แทบไม่ต้องออกแรงเลย เรารู้สึกว่าเป็นความโชคดี  เราไม่คิดว่าเราไป โกง” ใคร  เราไม่ได้ทำผิด  และถ้ามีใครมาอ้างว่าเป็นเงินของเขา เราก็มักจะคืนเงินไป  นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตาม  ธรรมชาติ  แต่ในตลาดหุ้นนั้น  กฎเกณฑ์การซื้อขายหุ้นที่ห้ามไม่ให้ใช้ข้อมูลภายใน  ที่เรารู้แต่คนอื่นไม่รู้มาซื้อขายหุ้นก็เพื่อที่จะทำให้ตลาดนั้นมีความยุติธรรมสำหรับทุกคน  ดังนั้น  คนที่ทำและถูกจับได้ก็ผิด  แต่ถ้าถามว่าคนที่ถูกตัดสินว่าผิดในเรื่องนี้หมายความว่าเขามีพฤติกรรม โกง เป็นนิสัยหรือไม่ ผมก็คิดว่าไม่ใช่ และก็คงต้องดูเป็นกรณี ๆ  ไป  ในกรณีของโซโคลนั้น  ทางกฎหมายถือว่าไม่ผิดแม้ว่าทางเบิร์กไชร์จะ รับไม่ได้”  และสังคมเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมรับคำอธิบายของโซโคล  ในโลกยุคปัจจุบันนั้น  ถ้าคุณเป็นคนดังและยิ่งใหญ่  แม้แต่สิ่งที่อาจจะเล็กน้อยหรือไม่จริง  แต่ถ้ามีคำถามถึงความโปร่งใสหรือความมีธรรมาภิบาล  คนก็จะไม่ยอมรับและ แสดงออก” อย่างแรง  นี่ก็คงเป็น ธรรมชาติ ของคนอีกเช่นกัน
วันที่มีข่าวเรื่อง Insider’s Trading ของโซโคล  หุ้นเบิร์กไชร์ตกลงไป 2ซึ่งต้องถือว่าหนักพอสมควรเนื่องจากเป็นหุ้นตัวใหญ่มากที่ไม่ใคร่ผันผวน  แต่หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็จางหายไป หุ้นเบิร์กไชร์ยังเหมือนเดิม  ความ น่าเชื่อถือ ของเบิร์กไชร์ในด้านของGovernance ไม่ถูกกระทบ  ถ้าจะถามว่ามีโอกาสที่จะเกิดกรณีแบบนี้อีกไหม  ผมก็คิดว่ามี  โดยเฉพาะปริมาณการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารที่มีจำนวนมากทุกวันก็คงต้องมีบ้างที่จะเกิดความผิดพลาดทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ
ประเด็นสุดท้ายสำหรับนักลงทุนก็คือ  เราจะทำอย่างไรถ้าเรามีหุ้นของบริษัทที่มีกรณีอินไซ้ด์ของผู้บริหารและในกรณีที่ยังไม่มีหุ้น   หลายคนบอกว่าเราไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับหุ้นเหล่านั้นเลยเพราะ  ผู้บริหารคง ไว้ใจไม่ได้แล้ว  และถ้าวอเร็น บัฟเฟตต์ เจอแบบนี้เขาก็คงจะขายหุ้นทิ้งแน่นอน ตัวอย่างเช่นกรณีของหุ้นเทสโก้ที่เกิดกรณีอื้อฉาวแต่งบัญชีซึ่งทำให้บัฟเฟตต์ขายหุ้นเทสโก้ทิ้งหมด
สำหรับคำตอบนี้  ผมเองคิดว่าการพิจารณาเรื่องของธรรมาภิบาลหรือ CG นั้นเราคงจะต้องดูระดับของความเลวร้ายด้วย  กรณีของเทสโก้นั้น  ผมคิดว่าผู้บริหารตั้งใจและวางแผนที่จะหลอกลวงผู้ถือหุ้นและคนทั่วไปเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงและทำมานาน  ในกรณีแบบนี้เราก็คงยอมรับยาก  เหนือสิ่งอื่นใด  บัฟเฟตต์เองอาจจะขายหุ้นทิ้งเพราะพื้นฐานของกิจการมากกว่าเรื่องCG ด้วยซ้ำ  เนื่องจากเขาพบว่าผลการดำเนินงานของกิจการที่เขาคิดว่า OK นั้น  จริง ๆ  แย่กว่าที่รายงานมากเพราะคู่แข่งเด่นขึ้นเรื่อย ๆ  ในขณะที่เทสโก้แย่ลงหนัก   
ในกรณีที่ยังไม่มีหุ้นอยู่  เราควรที่จะเข้าไปซื้อหรือไม่โดยเฉพาะถ้าราคาหุ้นร่วงลงมาก ?  ในกรณีนี้ก็อีกเช่นกัน  เราคงต้องดูเป็นกรณี ๆ  ไป  ถ้าเรื่องไม่เลวร้ายอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน  หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น  ครั้งเดียว  และน่าจะ แก้ไขได้  เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีกฎ ตายตัว ว่าจะไม่เกี่ยวข้อง  บัฟเฟตต์เองนั้น  ครั้งหนึ่งก็เคยเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทอเมริกันเอ้กซเพรสซึ่งเกิดเรื่องอื้อฉาวกรณี  น้ำมันสลัด ที่มีการโกงกันอย่างมโหฬาร  แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายแรงครั้งเดียวและแก้ไขได้ในขณะที่กิจการหลักของบริษัทยังดีและแข็งแกร่งมากแต่ราคาหุ้นตกลงไปมาก  เขาเข้าไปซื้อหุ้นอเมริกันเอ้กซเพรสแบบ  ตีแตก”  ด้วยเงินเกือบครึ่งพอร์ตและทำกำไรมหาศาลจนกลายเป็น ตำนาน” มาจนถึงทุกวันนี้
บทเรียนสุดท้ายสำหรับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนของผมก็คือ  ชื่อเสียงนั้นสร้างยากและส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายสิบปี  แต่เวลาที่มันถูกทำลายนั้น  มักเกิดขึ้นภายในเวลาชั่วข้ามคืน  ดังนั้น  เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง โซนอันตราย” ทั้งหมด  การซื้อขายหุ้นของบริษัทที่ตนเป็นผู้บริหารหรือมีความเกี่ยวข้องควรจะต้องเลิกหมด  พูดแบบเปรียบเทียบก็คือต้อง  เลิกเก็บเงินริมทาง  อย่างสิ้นเชิง 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น