วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Good Company in Bad Industry โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหุ้นลงทุนนั้น  สิ่งแรกที่เราควรจะต้องวิเคราะห์ก็คือเรื่องของ ภาพใหญ่  หรือเรื่องของเศรษฐกิจ ระบบการเมืองการปกครองสังคมและกฎระเบียบต่าง ๆ  ของรัฐที่ใช้ในการควบคุมตัวธุรกิจในภาพรวม  ต่อมาก็คือ ภาพกลาง” ซึ่งก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจว่าโครงสร้างและการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นเป็นอย่างไรหรืออาจจะพูดแบบง่าย ๆ  ธุรกิจนั้นแข่งขันกันด้วยปัจจัยอะไรบ้าง   และสุดท้ายถึงจะวิเคราะห์ว่าตัวบริษัทเป็นอย่างไร  โดดเด่นแค่ไหน  ราคาหุ้นที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์แบบ “Top Down” ที่เป็นการวิเคราะห์แบบ  มาตรฐาน  ตามตำรา  แต่ VI จำนวนมากรวมถึงคนดังระดับโลกหลายคนเช่น ปีเตอร์ ลินช์ บอกว่าเขาไม่สนใจภาพใหญ่โดยเฉพาะทางด้านของเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรม  สิ่งที่เขาสนใจก็คือบริษัทที่เขาจะลงทุนเท่านั้น  บางคนเรียกการวิเคราะห์แนวนี้ว่าเป็น  “Bottom Up” ความหมายคงเป็นว่าเขาจะเน้นดูที่ตัวบริษัทเป็นหลัก  คือวิเคราะห์ดูเฉพาะตัวหุ้นที่เขาสนใจโดยไม่ดูว่าอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในสภาวะดีหรือร้าย  ว่าที่จริง  ปีเตอร์ ลินช์บอกว่า  หุ้นที่ ดีมาก ๆ กลุ่มหนึ่งก็คือ  “Good Company in Bad Industry”  เหตุผลก็คือ  ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ เลวร้าย หรือกำลังตกต่ำนั้น  การแข่งขันมีน้อย  หลาย ๆ  บริษัทต้องถอนตัวออกไปหรือ  เจ๊ง  ทำให้บริษัทที่ดีนั้นกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นและทำกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ตัวอย่างในสหรัฐก็คือเรื่องของธุรกิจพรมปูพื้น เป็นต้น   
ส่วนตัวผมเองนั้น  ผมชอบดูทั้งแบบ Top Down และ Bottom Up  หรือพูดง่าย ๆ  ดูทั้งสองด้าน  ผมคิดว่าปัจจัยของภาพใหญ่นั้น  มีส่วนสำคัญสำหรับการลงทุนไม่น้อยไปกว่าภาพเล็ก  ความคิดผมก็คือ  VI ระดับเซียนหรือตำนานนั้น  ส่วนมากอยู่และลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่เจริญแล้วมานานแต่ที่สำคัญก็คือ  เป็นประเทศที่  ภาพใหญ่  นั้นดีต่อเนื่องมาตลอดหลายสิบหรือเป็นร้อยปีมาแล้ว  จะมีก็แต่ช่วงสั้น ๆ  ที่ภาพใหญ่แย่เช่นช่วงสงครามโลกหรือสงครามใหญ่อย่างเช่นสงครามเวียตนามหรือเกาหลีที่กระทบภาพใหญ่โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในบางช่วง  แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ  ระบบโครงสร้างการปกครอง สังคมและกฎหมายของอเมริกานั้นไม่ใคร่มีปัญหาและดีขึ้นตลอดเช่นเดียวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ดังนั้น  แม้ในบางช่วงที่ภาพใหญ่แย่  แต่ถ้าคุณลงทุนในหุ้นที่ดี  ผลลัพธ์ก็มักจะออกมาดีเสมอจนคุณไม่ต้องสนใจเรื่องภาพใหญ่หรือเศรษฐกิจเลย  แต่ในสังคมหรือตลาดหุ้นอื่นที่ภาพใหญ่ไม่ดี  ผมคิดว่าการลงทุนโดยมองแต่ภาพเล็กนั้นค่อนข้างอันตราย  ในตลาดหุ้นอย่างญี่ปุ่นหรือในยุโรปหลาย ๆ ประเทศ  หรือในลาตินอเมริกา  ที่เศรษฐกิจตกต่ำมานาน  การลงทุนแบบมองแต่ตัวหุ้นนั้นคงทำกำไรได้ยาก
  สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของการลงทุนที่มองเฉพาะภาพกลางกับภาพเล็กนั่นก็คือ  ระหว่างบริษัทกับภาพของอุตสาหกรรมและเป็นการมองในระดับโครงสร้างมากกว่าสถานการณ์หรือภาวะของอุตสาหกรรม   แนวความคิดพื้นฐานของผมก็คือ  อุตสาหกรรมหรือที่ถูกต้องก็คือธุรกิจนั้น  มีคำว่า  ธุรกิจที่แย่  หรือ  ธุรกิจที่ดี  ธุรกิจที่แย่นั้นในนิยามของผมก็คือธุรกิจที่โดยรวมแล้วทำผลกำไรหรือผลตอบแทนเทียบกับเงินลงทุนต่ำ  ยิ่งต่ำมากก็ยิ่งแย่  โดยที่ธุรกิจที่แย่นั้นมักจะขายสินค้าที่มีการแข่งขันสูงโดยลักษณะของธุรกิจ  และการที่มีการแข่งขันสูงนั้นเนื่องจากคนซื้อมีอำนาจการต่อรองสูงเพราะคนขายนั้นพร้อมที่จะเข้ามาเสนอขายตลอดเวลาถ้าการขายนั้นยังมี กำไร ที่คุ้มกับ  ต้นทุน การผลิตสินค้าแม้ว่าอาจจะไม่สามารถชดเชยต้นทุนทั้งหมดซึ่งรวมถึงต้นทุนที่  คงที่  เช่น ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร์เป็นต้น
  ถ้ามองอย่างหยาบ ๆ  ธุรกิจที่ แย่มาก” นั้น  น่าจะเริ่มจากธุรกิจที่ขายสินค้าที่แข่งขันกันด้วยราคาเป็นหลักและสินค้านั้นมีตลาดที่เล็กลงเรื่อย ๆ   เช่นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งออกตลาดโลกและเป็นสินค้าที่ประเทศไทยเสียเปรียบทางด้านต้นทุนเนื่องจากเหตุผลทางด้านค่าแรงงานและภาษีอาทิเช่น  สิ่งทอ หรืออาจจะรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางอย่าง  ในกรณีแบบนี้  ก็เป็นเรื่องที่ยากมากที่บริษัทจะยังดีอยู่ได้แม้ว่าบริษัทนั้นจะเป็นบริษัทที่ดีเยี่ยมในอุตสาหกรรม  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเบิร์กไชร์ที่เป็น บริษัทสิ่งทอที่ดีเยี่ยม” ของบัฟเฟตต์แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลงเนื่องจากมันอยู่ในอุตสาหกรรมที่ แย่มาก เกินกว่าที่จะรับไหว  ในตลาดหุ้นไทยนั้น  ผมคิดว่าเรามีบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่แย่มากไม่น้อย  ซึ่งสำหรับผมแล้ว  ผมก็มักจะ ขอบาย  หรือไม่ขอเกี่ยวข้องสนใจลงทุนแม้ว่าบางบริษัทอาจจะ ดีเยี่ยม
  ธุรกิจที่ แย่ แต่อาจจะไม่มากนั้น  ผมนิยามคร่าว ๆ  ว่าเป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ผู้ซื้อไม่ได้มองที่ราคาสินค้าเป็นหลักแต่ดูคุณภาพด้วย  แต่ทั้งสองอย่างนั้นก็มักจะมีความแตกต่างกันน้อยในแต่ละยี่ห้อของสินค้า    นอกจากนั้น  ผู้ขายเองก็ไม่ขายในราคาที่ต่ำจนไม่มีกำไรหรือไม่มีมาร์จิน  ว่าที่จริงในบางผลิตภัณฑ์นั้น  ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนแปรผันหรือต้นทุนโดยตรงของการผลิตอาจจะสูงด้วยซ้ำ  แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็นธุรกิจแย่ก็เพราะว่ามีคนขายหรือผู้ให้บริการเข้ามาเสนอสินค้าได้อย่างแทบไม่จำกัด  และผู้เล่นรายใหม่นั้นต่างก็สามารถเสนอสินค้าได้ในราคาและคุณภาพที่ไม่ต่างจากคนที่ขายอยู่มากนัก  ผลก็คือ  มีการแข่งขันที่สูงมากตลอดเวลาในอุตสาหกรรมซึ่งทำให้คนที่ ไม่เก่ง นั้น  บ่อยครั้งก็อยู่ไม่รอด  แต่ก็จะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแทนที่ตลอดเวลา  ดังนั้น  การทำกำไรสูง ๆ ในอุตสาหกรรมโดยรวมก็ทำไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่แย่แบบนี้ก็อาจจะมี บริษัทที่ดี หรือดีเยี่ยมสามารถทำกำไรได้สูงหรือสูงมาก  บางทีต่อเนื่องยาวนานเป็น  ซุปเปอร์สต็อก  ได้  เพราะสามารถทำ โมเดลธุรกิจ ที่ทำให้ตนเอง ได้เปรียบอย่างถาวร”  ในการแข่งขันกับคู่แข่ง
  ตัวอย่างของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่แย่นั้น  น่าจะรวมถึงธุรกิจขายอาหารภัตตาคารที่มีผู้เล่นมากมายและแข่งขันกันได้หมด  อย่างไรก็ตาม  บริษัทที่ดีหรือดีเยี่ยมอย่างในอเมริกา เช่น หุ้นแมคโดนัลหรือเคเอฟซีนั้น  ก็เป็นบริษัทที่ดีเยี่ยมที่สามารถทำกำไรได้มโหฬารและถือว่าเป็นซุปเปอร์สต็อกได้  ธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ที่ถือว่าเป็นธุรกิจที่แย่เพราะมีร้านเฟอร์นิเจอร์มากมายที่เปิดขายและสามารถแข่งขันได้พอ ๆ  กันหมด  แต่บัฟเฟตต์ก็มีหุ้นเนบราสกาเฟอร์นิเจอร์มาร์ทและอีกหลายบริษัท  เช่นเดียวกัน ธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนป้อนให้อุตสาหกรรมก็น่าจะถือว่าเป็นธุรกิจที่แย่  แต่บัฟเฟตต์ก็เพิ่งลงทุนซื้อหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดของเขาในบริษัท Precision Castparts     ใช้เงินถึง 37.2 พันล้านล้านเหรียญ เนื่องจากนี่คือบริษัทที่ดีเยี่ยมในอุตสาหกรรมแย่นี้เพราะมันผลิตชิ้นส่วนของเครื่องบินที่บริษัทอื่นยากที่จะเข้ามาแข่งขันได้
  ธุรกิจที่แย่มากแต่ก็อาจจะมีบางบริษัททำได้ดีในต่างประเทศเช่น การบินที่แทบทุกบริษัทไม่มีกำไรหรือขาดทุนแต่หุ้นเซ้าท์เวสต์แอร์ไลน์  สายการบินแบบโลว์คอสท์สายแรก ๆ ของโลกทำกำไรได้ดี  อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น  สายการบินโลว์คอสท์ก็มีเพิ่มขึ้นมากและการทำกำไรในธุรกิจแย่นี้ก็ยังลำบากอยู่มาก  ดังนั้น  ถ้าเราพบว่าหุ้นที่เราลงทุนเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดี  มีการบริหารที่ดี  แต่อยู่ในธุรกิจที่แย่  เราก็ต้องวิเคราะห์ว่าบริษัทมีปัจจัยอะไรที่ทำให้มันสามารถทำผลงานที่ยอดเยี่ยมและปัจจัยนั้นน่าจะอยู่นานแค่ไหน  ถ้าตรวจสอบดูแล้วพบว่ามันเป็นปัจจัยที่คงทนและคู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้มันก็เป็นหุ้นที่เราจะถือยาวและให้คุณค่าหรือให้ค่า PE สูงขึ้นได้บ้าง    แต่ถ้าดูแล้วพบว่ามันเป็นปัจจัยที่บริษัทได้เปรียบชั่วคราวและไม่ช้านานคู่แข่งก็จะเข้ามาเลียนแบบได้  แบบนี้เราก็ต้องระวังและไม่ให้มูลค่าหรือให้ค่า PE ที่สูงเกินไป  เพราะในไม่ช้า  ความได้เปรียบก็จะหายไปและบริษัทก็จะไม่สามารถรักษากำไรที่ดีนั้นไว้ได้เพราะมันอยู่ในอุตสาหกรรมที่แย่  ตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่มีลักษณะนี้ในตลาดหุ้นไทยนั้นก็คือ  ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่มีผู้เล่นมากมายแต่หา ผู้ชนะ ที่ถาวรยาก  เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมที่ผมคิดว่าไม่ใช่ธุรกิจที่ดีหรืออาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แย่ด้วยซ้ำเนื่องจากการแข่งขันที่มากแต่ก็มีบริษัทที่ดีที่ทำกำไรได้ดี  เพียงแต่ผมคิดว่าปัจจัยการแข่งขันนั้นไม่ได้มีความได้เปรียบอะไรที่ถาวรที่จะทำให้มันสามารถมีค่า PE ที่สูงมาก ๆ  ได้

สั้น VS ยาว : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมอยู่ในตลาดหุ้นมานานและสังเกตเห็นว่า   สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะแยกแนวทางการลงทุนระหว่างนักลงทุนกลุ่มหนึ่งกับนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งออกจากกันได้เด่นชัดที่สุดนั้น  ไม่ใช่การเป็น นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร”  หรือไม่ใช่  “นักเทคนิคหรือเป็น VI”  หรือไม่ใช่  นักเล่นหุ้นเติบโตหรือเล่นหุ้นถูก”  เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นต่างก็มีความเป็นนักเก็งกำไรและนักลงทุนอยู่ในตัว   ไม่รู้จะแยกยังไง  บางคนเป็น VI แต่ก็ดูกราฟด้วยหรือดูบ้าง  นักเทคนิคที่ผมรู้จักจำนวนมากนั้น  ต่างก็ดูพื้นฐานด้วยไม่ใช่มองแต่กราฟ  เช่นเดียวกัน  ผมแทบจะไม่เคยเห็นคนที่เล่นแต่Growth โดยไม่สนใจหุ้นที่ถูกมากเลย
สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สามารถที่จะแยกนักลงทุนออกจากกันได้ชัดที่สุดนั้นน่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาในการลงทุนหรือมุมมองต่อเรื่องของระยะเวลาในการถือครองหุ้นหรือพูดง่าย ๆ  คุณเป็นคน  เล่นสั้นหรือเล่นยาว  เหตุที่ผมใช้คำว่า  มุมมอง นั้น  เป็นเพราะว่านี่คือ  ฐานทางความคิด ของการลงทุนในการพิจารณาเกี่ยวกับการเลือกหุ้น  ถือหุ้น  ขายหุ้น  และเรื่องอื่น ๆ  อีกมาก  ถ้าจะหาชีวิตนักลงทุนเอกของโลกมาเปรียบเทียบที่ดี  เราก็คงจะเห็นได้ชัดเจนว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นคนที่  เล่นยาว  สุดโต่ง  ในอีกด้านหนึ่ง  จอร์จ โซรอส น่าจะเป็นตัวแทนของคนที่  เล่นสั้น”  และสองคนนี้ผมคิดว่ามีมุมมองต่อเรื่องของการลงทุนคนละด้านอย่างเห็นได้ชัดทั้งเวลาซื้อ  เวลาถือครอง และเวลาขาย  รวมถึงเรื่องของความเสี่ยงและประเด็นอื่น ๆ แต่ทั้งสองต่างก็ประสบความสำเร็จพอ ๆ กัน   แน่นอนว่าบางครั้งบัฟเฟตต์ก็ถือหุ้นสั้นบ้างเช่นเดียวกับที่โซรอสเองก็น่าจะเคยถือหุ้นยาวแต่นั่นมักเป็นข้อยกเว้นหรือเป็นรายการย่อยไม่ใช่รายการหลัก  หุ้นหรือหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ของคนที่ เล่นยาว” นั้นต้องถือยาว  ส่วนคนที่ เล่นสั้น” นั้น  ต้องถือสั้น  ไม่ว่าเจ้าตัวจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่ลงทุนแนวไหน
ในความคิดของผมแล้ว  คนที่ตั้งใจถือหุ้นไม่เกินประมาณ 1 ปี ก็ต้องถือว่าเป็นคน  เล่นสั้นแม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่าตนเองเป็นคนลงทุนระยะยาว  คนที่ตั้งใจถือหุ้นยาวกว่านั้นโดยเฉพาะที่ไม่ได้ตั้งเป้าเวลาที่จะขายเลยนั้นก็อาจจะถือว่าเป็นคนที่  เล่นยาว”  มองจากเกณฑ์นี้แล้วผมคิดว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่  รวมถึงสถาบันลงทุน เช่น บลจ. ทั้งหลายที่บริหารเงินให้กับคนอื่น  ก็น่าจะถือว่าเป็นคนที่ เล่นสั้น”  คนที่ เล่นยาว” นั้น  ผมคิดว่าส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในกลุ่มของ VI ที่อายุมากหน่อยหรือไม่ก็เป็นสถาบันลงทุนที่เน้นระยะยาวเช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  กองทุนรวมระยะยาว LTF หรือ RMF กองทุนของบริษัทประกันภัยหรือประกันชีวิต  และกองทุนของบริษัทหรือกงสีที่ไม่เน้นที่จะต้องโชว์ผลงานการลงทุนให้กับใครมากนักและสามารถถือหุ้นได้โดยไม่ต้องพะวงกับการถูก ถอน” การลงทุน
ความแตกต่างของมุมมองระหว่างนักลงทุนที่ถือสั้นกับถือยาวนั้นผมคิดว่ามีมากมายผมจะลองไล่ไปเรื่อย ๆ  โดยสิ่งที่ผมจะพูดนั้นอาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากการศึกษาทางวิชาการแต่เป็นเรื่องที่ผมเคยได้ยินนักลงทุนโดยเฉพาะที่ชอบ เล่นสั้น พูดหรือทำ  ส่วนสำหรับนักลงทุนระยะยาวนั้น  นอกจากสังเกตจากคนอื่นแล้วก็เป็นเรื่องของความคิดผมเองในฐานะนักลงทุนระยะยาวที่มักจะมีความคิดและวิธีทำที่แตกต่างจากนักลงทุนระยะสั้น
เริ่มต้นก็คือประเด็นสำคัญเรื่องของผลตอบแทน  คนที่เล่นสั้นนั้นเชื่อว่าการเล่นสั้นนั้นกำไรดีกว่าการเล่นยาว  เหตุผลก็เพราะว่ามันสามารถทำกำไรได้ หลายรอบ  เช่น ถ้าคุณซื้อและขายหุ้นแต่ละตัวภายใน 3 เดือน คุณก็จะมีโอกาสทำกำไรได้ปีละ 4 รอบ  ถ้าได้รอบละ แค่ 10%” ปีหนึ่งก็กำไรไปแล้ว 40%  คนที่เล่นสั้นนั้นเชื่อว่าหุ้นแต่ละตัวจะมีจังหวะของการวิ่งเร็วเป็นบางช่วง  ดังนั้น  เราก็ควรซื้อก่อนที่มันจะ  วิ่ง  หรือเริ่มวิ่ง  และขายเมื่อมันขึ้นไปอย่างรวดเร็วซึ่งมักจะไม่กี่เดือน  หลังจากนั้นมันก็อาจจะขึ้นช้าลงหรืออาจจะปรับตัวลงมา  ดังนั้นเราไม่ควรจะถือต่อแต่ควรจะขายทิ้งและไปหา ตัวใหม่” ที่กำลังจะมา   ส่วนคนที่เล่นยาวนั้น  เชื่อว่าการถือหุ้นที่มีพื้นฐานมั่นคงโดดเด่นนั้น  หุ้นก็มักจะมีแนวโน้มว่าจะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ  ปีหนึ่งอาจจะถึง 10-20% โดยเฉลี่ยตามกำไรของบริษัทที่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าจะโตไปได้เรื่อย ๆ  ในอัตราที่ค่อนสูงเกิน 10% ต่อปีไปอีกหลายปี  การขายและเปลี่ยนตัวเล่นนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวใหม่จะมีผลงานเท่าตัวเก่าหรือไม่  พวกเขากลัวว่าจะเป็นการ  ขายหมูแล้วไปซื้อควาย” อย่างที่ชอบพูดกันในหมู่นักลงทุน  นั่นคือขายหุ้นที่ขึ้นต่อแล้วไปซื้อหุ้นที่ซื้อแล้วก็ตกลงมา
ประเด็นที่สองก็คือเรื่อง จุดของการทำกำไร  นักเล่นสั้นนั้นบอกว่า  กำไรอยู่ที่การขาย  นั่นคือ  การลงทุนนั้น  กำไรที่มากนั้นมักจะมาจากการขาย  นั่นก็คือ  คุณต้องรู้ว่าจะขายหุ้นตัวที่ซื้อมาเมื่อไร  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือต้องขายในช่วงที่หุ้นดีดตัวขึ้นมาแรงสู่จุดที่สูงมากในระยะสั้น  บางครั้งแค่พลาดไปไม่กี่วันหรือบางทีนาที  กำไรก็อาจจะหายหมดหรือลดน้อยลงไปมาก  ดังนั้น  ทักษะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของคนเล่นสั้นก็คือ  การจับจังหวะขาย  ส่วนคนเล่นยาวนั้นบอกว่าการขายนั้นไม่สำคัญ  กำไรเกิดขึ้นเมื่อเรา  ซื้อหุ้นถูกตัว”  นั่นก็คือหุ้นที่มีคุณภาพที่ดีเยี่ยมในราคาถูก  ถ้าคุณซื้อหุ้นแบบนี้ได้  คุณไม่จำเป็นต้องรีบขายแม้ว่าในบางช่วงเวลาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าปกติและคุณ พลาด” ที่จะขายมัน  แต่ในอนาคตต่อมา  มันก็มักจะปรับตัวขึ้นมาอีกจนสูงเท่าหรือสูงกว่าเดิม  ดังนั้น  การขายไม่สำคัญ  กำไรอยู่ที่การซื้อ
ยาวคือเสี่ยง  สั้นคือไม่เสี่ยง”  นี่คือคติประจำใจของคนเล่นสั้นที่คิดว่าการลงทุนระยะยาวนั้นเสี่ยงมากเนื่องจากในระยะยาวแล้วทุกอย่างก็อาจจะเปลี่ยนไป  ทั้งเรื่องของพื้นฐานของกิจการ  ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็เปลี่ยนไป  ยิ่งเวลาผ่านไปมากโอกาสที่เรื่องร้าย ๆ  จะเกิดขึ้นก็จะเพิ่มขึ้น  ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้  ดังนั้น  การถือหุ้นยาวคือเสี่ยง  บางคนนั้นแค่ถือหุ้นข้ามวันหยุดก็รู้สึกเสี่ยงแล้ว  แต่นักเล่นยาวนั้นมองตรงกันข้าม  พวกเขารู้สึกว่าในระยะสั้นนั้น  ทั้งตลาดและราคาหุ้นจะมีความผันผวนขึ้นลงเอาแน่อะไรไม่ได้  แต่ในระยะยาวแล้ว  ดัชนีหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  ถ้าเราถือยาวเป็น 5 ปีหรือ10 ปี  หรือถ้าเริ่มตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์ 40 ปีที่แล้ว  ดัชนีตลาดจะให้ผลตอบแทนถึงปีละ 10% โดยเฉลี่ย  ไม่เสี่ยงเลย  นอกจากนั้น  สำหรับหุ้นรายตัวแล้ว  ถ้าคุณซื้อหุ้นที่แข็งแกร่งและเติบโตระยะยาวโดยการพิจารณาพื้นฐานของกิจการอย่างถี่ถ้วน  โอกาสก็สูงที่กำไรของบริษัทจะโตขึ้นเรื่อย ๆ  และถ้าเป็นอย่างนั้น  ราคาหุ้นก็ต้องปรับตัวขึ้นไปตาม  ดังนั้น  ถือยาวไม่เสี่ยง ถือสั้นเสี่ยง
คนที่เล่นสั้นนั้นชอบหุ้นที่มี  การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งก็มีหลากหลาย  คนที่เล่นสั้นมากชอบการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น  หุ้นที่นิ่ง ๆ  เขาไม่สนใจ  เขาสนใจหุ้นที่กำลังขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าบริษัททำอะไร   คนที่เล่นสั้นแต่ไม่มากอาจจะชอบหุ้นของกิจการที่เป็นวัฏจักรและวัฏจักรกำลังเป็นขาขึ้น   บางคนชอบหุ้นของกิจการที่กำลังฟื้นตัว  จำนวนมากชอบหุ้นที่กำลังมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างโดดเด่นเนื่องจากสถานการณ์บางอย่างทางอุตสาหกรรมที่เอื้ออำนวย  ทั้งหมดนั้นมักจะมีเงื่อนไขที่สำคัญก็คือ  มันต้องเป็นหุ้นขนาดเล็กหรือมี Free Float ต่ำที่ทำให้ราคาหุ้นวิ่งได้เร็วมากและมโหฬารได้  พวกเขาคิดว่านี่คือการทำเงินได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น  ส่วนพวกเล่นยาวนั้นมักจะชอบหุ้นที่  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญก็คือ  ก็กิจการมันดีมากอยู่แล้ว  การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะนำไปสู่ความไม่แน่นอน  เป็นความเสี่ยง
สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือมุมมองเกี่ยวกับปันผล  นักเล่นสั้นนั้นมักจะไม่ใคร่ แคร์  เรื่องเงินปันผลมากนัก  พวกเขาเห็นว่าเงินปันผลนั้นคิดเป็นผลตอบแทนน้อยนิด  พวกเขาคิดว่า เทรดแค่ 2-3 วันก็เท่ากับเงินปันผลทั้งปีแล้ว” ดังนั้น  ปันผลจึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะมอง  ส่วนนักลงทุนระยะยาวนั้น  ปันผลเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือกหุ้นลงทุนไม่น้อย  ว่าที่จริงในระยะยาวแล้ว  ปันผลในตลาดหุ้นไทยนั้นคิดเป็นผลตอบแทนเกือบครึ่งหนึ่งของผลตอบแทนทั้งหมด  ดังนั้น  บ่อยครั้งในการลงทุนพวกเขาคิดถึงปันผลในการเลือกหุ้นลงทุนด้วย

หลอก VI เขียนโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในโลกของการลงทุนในหุ้นนั้น  การใช้ข่าวสารเพื่อ เพิ่มมูลค่า” ให้กับหุ้นนั้น  เป็นเรื่องธรรมดาที่มีการทำกันเป็นล่ำเป็นสัน  ยิ่งมี แรงจูงใจ มากเท่าไร  การใช้ข่าวสารก็มีมากขึ้นเท่านั้น  แรงจูงใจที่จะเพิ่มมูลค่าของหุ้นนั้น  ส่วนใหญ่ก็มาจากผู้ถือหุ้นตั้งแต่รายเล็กย่อยไปจนถึงรายใหญ่ที่อาจจะเป็น  เจ้าของ ที่เป็นคนบริหารบริษัทด้วย   การเพิ่มมูลค่าของหุ้นโดยการใช้ข่าวสารในความหมายที่ผมพูดนั้น  เป็นเรื่องของการให้ข้อมูลที่ดี ๆ เกี่ยวกับบริษัท เช่น  ทำให้นักลงทุนเห็นว่าบริษัทนั้นมีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการแข่งขันทางธุรกิจ  สภาวะที่เอื้ออำนวยของอุตสาหกรรม  แผนงานการเจริญเติบโตของบริษัท   ในขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงหรือแก้ต่างข้อด้อยหรือจุดอ่อนที่มีคนชี้ให้เห็นหรือเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป
  กระบวนการให้ข่าวสารเพื่อทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมูลค่าหรือราคาปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันนั้น  ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตก่อนวิกฤติปี 2540 ที่มักจะเล่นแต่เรื่องข่าวสารเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของ ขาใหญ่และการ  ปั่นราคาหุ้น  เป็นหลัก  ในระยะหลังที่นักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็น “VI” หรือนักลงทุนที่เน้นการลงทุนแนว  พื้นฐาน” จำนวนมาก  ข่าวสารที่เกี่ยวกับพื้นฐานของกิจการจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาใช้ในการ  เพิ่มมูลค่าของกิจการ  นอกจากนั้นสื่อสารที่ใช้ในการเผยแพร่ข่าวสารก็เปลี่ยนแปลงไปมาก  นั่นคือ  มันมีประสิทธิภาพสูงและราคาถูกจนแทบจะ ไม่มีต้นทุน” ผลก็คือ   หุ้นจำนวนมากนั้น  มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตามพื้นฐาน  หรือ  สูงเกินกว่าพื้นฐาน  เนื่องจากการให้ข่าวสารที่ดี ๆ  มากกว่าสิ่งที่แย่ ๆ  ทำให้นักลงทุนเห็นบริษัทในทางที่ดีเกินกว่าความเป็นจริงและเข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาวิ่งขึ้นไปมากกว่าความเป็นจริง
  คงไม่เป็นปัญหาถ้าข่าวสารที่ส่งออกไปเพื่อเพิ่มราคาหุ้นนั้นเป็นข่าวสารที่ถูกต้องและสิ่งที่คาดในอนาคตมีความเป็นไปได้สูง  ประเด็นก็คือ  เนื่องจากแรงจูงใจที่จะเพิ่มราคาหุ้นนั้นมีสูง  ในบางครั้งและในบางบริษัทจึงมีผู้ถือหุ้นและ/หรือผู้บริหารที่ให้ข่าวสารข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือมีโอกาสที่จะเป็นไปได้น้อยเพื่อที่จะ  หลอก ให้คนเชื่อเพื่อที่จะได้หลงเข้ามาซื้อหุ้นดันราคาให้ขึ้นไปสูงเกินความเป็นจริง  โดยที่วิธีการหรือเรื่องที่จะใช้หลอกนั้น  แน่นอน  จะต้องไม่ทำให้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ของทางการ  และคนที่จะถูกหลอกนั้นก็ต้องเชื่อและนำเรื่องนั้น บอกต่อ ให้คนอื่นเชื่อตามอีกอย่าง ทวีคูณ  ยิ่งมากก็ยิ่งดี  และนี่ก็นำมาสู่ประเด็นสำคัญที่ผมจะพูดในวันนี้นั่นก็คือ  การ  หลอก VI” ซึ่งถ้าคิดโดยสามัญสำนึกแล้วพวกเขาไม่ควรทำ  เหตุเพราะว่า“VI” นั้นดูเหมือนว่าน่าจะเป็นคนที่มีความ  รอบรู้”  มี เหตุมีผล” และ  ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกง่าย ๆ”  แต่นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง
  ผมเองมีความเชื่อว่าการที่คน ๆ หนึ่งจะถูกหลอกได้ง่ายหรือยากนั้น  อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณเป็น “VI” หรือคุณเป็น  แมงเม่า”  แต่มันอาจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และคนที่หลอก  ถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวยและคนที่จะถูกหลอกนั้นมี  ความพร้อมที่จะให้หลอก อาจจะเนื่องจากมีอารมณ์โลภหรืออะไรก็ตาม  และคนที่หลอกนั้นมีความรอบรู้ มีข้อมูล และ/หรือความเป็นเหตุเป็นผลเหนือกว่าคนที่จะถูกหลอก  การหลอกก็จะประสบความสำเร็จได้เท่า ๆ  กัน   ว่าที่จริง  คนที่เป็นVI อาจจะถูกหลอกได้อย่างมั่นคงกว่าคนที่เป็นแมงเม่าด้วยซ้ำเนื่องจากพวกเขาอาจจะเชื่อด้วย เหตุผล  โดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเหตุผลที่ผิด
  เรื่องราวการหลอกหรือเรื่องไม่จริงที่ผมเคยได้ประสบมาและ VI จำนวนไม่น้อยมักจะเชื่อนั้น  ผมจะลองจัดกลุ่มโดยเริ่มจากเรื่องแรกก็คือ  บริษัทหรือกิจการเป็นผู้นำหรือมีเทคโนโลยีที่คนอื่นทำไม่ได้  ดังนั้นบริษัทก็จะได้งานหรือได้ธุรกิจที่กำลังจะโตมหาศาล”  ผมเองเคยเป็นวิศวกรโรงงานมานานหลายปี  ธรรมเนียม อย่างหนึ่งที่ผมเคยประสบและคิดว่าถึงวันนี้ก็คงไม่น่าจะเปลี่ยนไปมากก็คือ  วิศวกรทั่ว ๆ ไปนั้น  ไม่ค่อยหวงเทคโนโลยี  เรายินดีต้อนรับถ้าใครอยากมาดูเทคนิคของเรา  ดังนั้น  ผมไม่ใคร่จะเชื่อเวลามีใครอ้างว่าคนอื่นหรือบริษัทอื่นทำไม่ได้  เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าจำเป็น  บริษัทอื่นอาจจะมา ซื้อตัว คนของบริษัทที่อ้างว่าเป็นรายเดียวที่ทำได้ก็ได้
  เรื่องที่ว่าบริษัทหนึ่งจะ  เก่ง  กว่าบริษัทอื่นนั้น  สิ่งที่ผมจะให้น้ำหนักจริง ๆ  ควรจะเป็นเรื่องของ  โครงสร้าง” ของบริษัท  เช่น  บริษัทมีปัจจัยได้เปรียบในเรื่องของขนาดที่ทำให้คู่แข่งไม่สามารถทำเลียนแบบได้มากว่าเรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบที่มักจะสามารถจัดหามาได้มากกว่า
  เรื่อง หลอก VI” กลุ่มที่สองนั้น  ผมยกให้เป็นเรื่องของ  อนาคตของบริษัท” นี่คือการที่หลอกว่าอนาคตยอดขายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกำไรของบริษัทจะ โตก้าวกระโดด” โดยดูตัวเลขจากอดีตที่บริษัทโตขึ้นมาหลายปีในอัตราที่สูงลิ่วแต่จากฐานที่ต่ำมาก  ประเด็นที่ไม่น่าจะจริงก็คืออัตรากำไรต่อยอดขายหรือมาร์จินที่สูงลิ่วในอดีตทั้ง ๆ ที่สินค้านั้นเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หรือเป็นสินค้าที่โดยธรรมชาติไม่สามารถทำมาร์จินได้สูงนั้น  อาจจะมาจากปัจจัยอย่างอื่น เช่น ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวหรือรายได้พิเศษอื่น ๆ  ที่ผู้บริหารไม่ได้บอก  “VI” ที่  ถูกหลอกก็จะรู้สึกดีกับกิจการมากว่าเป็นบริษัทที่  โตเร็ว  และดังนั้นจึงทุ่มซื้อหุ้นและบอกเพื่อน “VI”ด้วยกันว่ามันเป็นหุ้นที่โตเร็วและหุ้นจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ 
  การหลอก VI อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเองก็ไม่ได้แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คือเรื่องของการซื้อหุ้นของเจ้าของและ/หรือผู้บริหาร  และนักลงทุน รายใหญ่”  ประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษที่ผมสังเกตพบอยู่เรื่อย ๆ ก็คือ การซื้อขายหุ้นและการ โอนหุ้น” ของเจ้าของที่บางทีดูไม่ใคร่สมเหตุผล  ตัวอย่างเช่น  หุ้นบางตัวนั้น  เจ้าของมักเข้ามาซื้อหุ้นอยู่เรื่อย ๆ  ในจำนวนไม่มากนักหรือน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนที่เขาถืออยู่แล้ว  ส่วนตัวผมเองนั้นอดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นการ  หลอก” โดยการแสดงให้คนเห็นว่าเขาในฐานะเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นเห็นว่าหุ้นนั้นมีราคาต่ำเกินไปจึงเข้ามาซื้ออยู่เรื่อย ๆ   เหตุผลของผมก็คือ  ถึงแม้ว่าหุ้นจะถูกในสายตาของเขา  เขาก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเพื่อหวังกำไรเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย  เพราะถ้าในอนาคตหุ้นปรับตัวขึ้น  เขาก็มีหุ้นเดิมมากอยู่แล้ว  จะไปซื้อเพิ่มขึ้นมาอีกเพียงเล็กน้อยทำไม  ปล่อยให้หุ้นหมุนเวียนในตลาดให้มีสภาพคล่องดีขึ้นจะดีกว่า  เรื่องของการซื้อขายหรือโอนหุ้นรวมถึงการเข้ามาซื้อหุ้นแบบ PP ที่ต้องแสดงต่อสาธารณะนั้น  ผมคิดว่าในหลายกรณีมี  ลูกหลอก อยู่  ดังนั้น  เราต้องประเมินดูก่อนจะใช้ข้อมูลนั้น
  เรื่องของการถูกหลอกนั้น  ผมคิดว่าทุกคนแม้แต่ตัวผมเองที่เป็นคน  ขี้สงสัยและเชื่อคนยาก”  ก็มีโอกาสที่จะถูกคนที่มีความรู้บางเรื่องสูงกว่าหลอกในเรื่องนั้น  กระบวนการที่สำคัญนอกจาก  เรื่องราวที่สมเหตุสมผล  แต่ไม่จริงแล้ว  ยังขึ้นอยู่กับ ความถี่ในการรับรู้  ด้วย  ดังนั้น  คนที่หลอกคนอื่นก็จะต้องพูดซ้ำหรือย้ำอยู่เรื่อย ๆ  ทุกครั้งที่มีโอกาส  นี่คือกระบวนการของการ  ล้างสมอง  ที่ได้ผลมาตลอดในประวัติศาสตร์  ความเป็นจริงก็คือ  ถ้าคนถูกป้อนข้อมูลเข้าสมองมากและนานพอ  เขาก็จะเชื่อในสิ่งนั้นแม้ว่าตอนแรกจะฟังดูไม่มีเหตุผลที่ดีพอ  แต่ในกรณีที่เหตุผลก็ดูดีแต่ไม่จริงและเราก็ไม่รู้ว่าไม่จริงแต่เราเชื่อเพราะว่าเราอยากเชื่อ)  เราก็จะเชื่อทันทีและเชื่ออย่างมั่นคงจนกว่าความจริงจะปรากฏและหักล้างความเชื่อนั้นอย่างสิ้นเชิง  และนี่ก็คือจุดอ่อนของนักลงทุนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ VI เพราะในปัจจุบันนั้น  “VI” กลับกลายเป็นเป้าหมายของคนที่คิดจะหลอกในตลาดหุ้น

เรื่องเหล็กเหล็ก(อีกแระ)

และแล้วเรื่องที่คนในแวดวงการเงินการธนาคารจับตากันมานานก็ ระเบิด ขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั่นก็คือ  การประกาศหยุดการชำระหนี้ของบริษัทผลิตเหล็ก ต้นน้ำ SSI UK ประเทศอังกฤษ  ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรีหรือ SSI เทคโอเวอร์หรือซื้อมาจากบริษัททาทาสตีลของอินเดียเมื่อ 3-4 ปีก่อน  ธนาคารที่ปล่อยกู้เงินจำนวนรวมกันกว่า 50,000 ล้านบาทให้กับกลุ่ม SSI ประกอบด้วยแบงค์ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และทิสโก้ ต่างก็ต้องตั้งสำรองหนี้เสียเป็นจำนวนมาก  ราคาหุ้นของทั้งสามธนาคารและ SSI ปรับตัวลง  แม้ว่าจะไม่มากนัก  แต่นี่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าตลาดได้รับรู้สถานการณ์นี้มาก่อนเห็นได้จากการที่หุ้นทั้ง 4 ตัวนี้ต่างก็ Underperform หรือหุ้นปรับตัวแย่กว่าคู่แข่งหรือตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว  ผมเองได้ติดตามกรณีการซื้อกิจการและการปล่อยกู้นี้มาตั้งแต่แรกแบบห่าง ๆ  และก็คิดอยู่ในใจว่าในที่สุดมันอาจจะ  ไปไม่รอด” และก็หลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นทุกตัวดังกล่าว    การที่ผมคิดอย่างนั้นก็เพราะว่าผมมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับธุรกิจเหล็กมาตั้งแต่สมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่บริษัทผลิตเหล็กหลาย ๆ  บริษัทต่างก็  ล้มละลาย หลังจากกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อไปลงทุนสร้างโรงงานที่ใหญ่โตไม่นาน  ว่าที่จริงโรงงานใหม่ที่สร้างนั้นแทบจะยังไม่ได้เปิดใช้บริษัทก็มีปัญหาแล้ว  กรณีของ SSI ครั้งนี้นั้น  สุดท้ายแล้วก็แทบจะเหมือนกับกรณีเหล็กยุคก่อนซึ่งผมยังพอจำความได้ประมาณดังต่อไปนี้
ประเด็นแรกก็คือ  พฤติกรรมหรือแนวทางในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินนั้น  ผมคิดว่าอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักนั่นก็คือ  มีคนอยากปล่อยกู้โดยเฉพาะให้กับโครงการใหญ่ ๆ  ที่ต้องการเงินกู้วงเงินสูงมาก ๆ  และเป็น  เมกาโปรเจ็คท์ ที่มีความซับซ้อนและอาจจะต้องการความเป็น มือโปร สูงมาก  ดูเหมือนว่าคนที่ทำดีล “Syndicated Loan” หรือเงินกู้ที่มีวงเงินสูงเกินกว่าสถาบันการเงินเดียวจะปล่อยกู้ไหวนั้นจะมีความภูมิใจและอยากทำมันให้สำเร็จ” คือเป็น  ผู้ชนะ  ได้เป็นผู้นำในการปล่อยกู้  ดังนั้น  คนในกลุ่มนี้ในทุกสถาบันการเงินต่างก็พยายามเสนอตัวเป็นคนจัดการและปล่อยกู้ให้กับโครงการ  ประสบการณ์ของผมเองนั้นพบว่าหลายครั้งนั้นโครงการที่ขอกู้ไม่ “Sound” หรือไม่ดีพอที่จะให้เงินกู้เนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ  รวมถึงผลประกอบการ  ฐานะทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และเรื่องอื่น ๆ  อีกร้อยแปด  ส่วนตัวผมเองนั้น  ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง บ่อยครั้งก็ไม่เห็นด้วยแต่ก็มักจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้  เหตุผลก็เพราะว่าผมเป็นเสียงส่วนน้อยมาก  พนักงานหรือกรรมการคนอื่นต่างก็มักจะสนับสนุนทำให้บางครั้งผมก็  ไม่อยากพูดอะไรมาก”  เพราะธรรมเนียมไทยนั้นบอกว่า  หมูเขาจะหาม  อย่าเอาคานเข้าไปสอด”  และนั่นทำให้โครงการใหญ่ซึ่งรวมถึงโครงการเหล็กหลายโครงการได้รับเงินกู้มากมายแม้ว่าจะมีความเสี่ยงมาก
ประเด็นที่สองนั้นเกี่ยวข้องกับเจ้าของบริษัทที่ทำโครงการ   ถ้าถามว่าเขารู้ไหมว่าโครงการนั้นจริง ๆ แล้วไม่ดีพอที่จะทำ  คำตอบอาจจะเป็นว่าเขาก็รู้  แต่ที่ทำนั้นเป็นเพราะ ความจำเป็น ที่จะต้องทำเนื่องจากภาวะปัจจุบันตอนนั้น)  ถ้าไม่ทำก็ ตาย  เนื่องจากฐานะการแข่งขันหรือการทำธุรกิจของบริษัทนั้นถ้าไม่ขยายก็จะสู้กับคู่แข่งที่ใหญ่โตหรือ กำลังจะขยาย  ไม่ได้   ถ้าจะพูดง่าย ๆ  ก็คือ  ถ้าไม่ทำก็จะตายวันนี้  ถ้าทำอาจจะรอด  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  สถาบันการเงินหลายแห่ง  ต่างก็มาเสนอเงินกู้ให้” ทั้ง ๆ  ที่บางทีบริษัทเองไม่ต้องการ  ดังนั้น  สำหรับบริษัทเองแล้ว  การทำโครงการใหญ่ ๆ  ขึ้นมานั้น  ความเสี่ยงอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตนเองมากนัก  บริษัทมีแต่  ดีขึ้น  หรือ  โตขึ้น”  ผลตอบแทนส่วนตัวเองสูงขึ้นในกรณีที่โครงการประสบความสำเร็จ  แต่ในกรณีที่ล้มเหลว  ความเสียหายส่วนตัวก็อาจจะไม่มากนัก  บริษัทอาจจะต้องเข้าสู่การ  ฟื้นฟูกิจการ” แต่หลังจากนั้นก็มีโอกาสที่จะสำเร็จและบริษัทโตขึ้นไปอีก  ความเสียหายจริง ๆ  นั้นน่าจะเป็นเรื่องของคนปล่อยกู้  เจ้าของบริษัทเองนั้นยังไงก็จะยังบริหารบริษัทอยู่และได้ได้ผลตอบแทนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เผลอ ๆ  ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้ลดลงด้วยซ้ำ  เข้าทำนอง  ถ้าดี  ผมได้  ถ้าแย่คุณเสีย
ประเด็นที่สามเป็นเรื่องของข้อมูลการวิเคราะห์โครงการและสินเชื่อหรือ  เหตุผลในการปล่อยกู้”  นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่ผมเคยเจอมาตลอด  คนที่วิเคราะห์และนำเสนอนั้น  หลายครั้งดูเหมือนว่าจะตั้งต้นจากข้อสรุปว่าจะปล่อยสินเชื่อก่อน  เสร็จแล้วก็พยายามหาข้อมูลหรือทำข้อเสนอที่จะสนับสนุน  ซึ่งโดยหลักแล้วก็ต้องพยายามทำประมาณการทางการเงินที่ทำให้ธุรกิจมีกำไรและมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น   การคาดการณ์ที่สำคัญก็คือยอดขายและมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายของพวกเขานั้นมักจะมองโลกในแง่ดีหรือ  โลกสวย  ซึ่งทำให้บริษัทมีกำไรดีและจ่ายคืนหนี้ได้อย่างสบาย  แต่ในกรณีที่  เลวร้าย  ซึ่งผมก็มักจะเห็นว่าไม่เลวร้ายจริง  บริษัทก็จะยังอยู่ได้และจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้แม้ว่าในบางครั้งอาจจะต้องเลื่อนตารางการชำระหนี้คืนออกไปบ้างแต่ดอกเบี้ยนั้นจะ จ่ายได้เสมอ   ส่วนเหตุผลที่ใช้ในการ ตั้งสมมุติฐาน” นั้น  นอกจากการคาดการณ์ภาวะอุตสาหกรรมที่ สดใส” แล้ว  บ่อยครั้งก็มักจะรวมไปถึงการ  “Synergies”  ระหว่างธุรกิจเดิมของบริษัทกับโครงการใหม่เอาไว้ด้วย  นั่นก็คือ  โครงการใหม่นั้นจะช่วย เสริมทางธุรกิจ” กับธุรกิจเดิมเช่น  ทำให้ต้นทุนถูกลงและ/หรือทำให้ขายได้ราคาดีขึ้น  สรุปว่า  โครงการใหม่ที่ขอกู้เงินก้อนใหญ่นั้นมีความเป็นไปได้และ  ความเสี่ยงต่ำ” ในมุมของเจ้าหนี้  เหนือสิ่งอื่นใด  หลักประกันคุ้ม” และมีทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น” เพิ่มด้วย
ถ้าถามผมว่าเหตุการณ์หลังจากการปล่อยกู้แล้วเป็นอย่างไร  คำตอบก็คือ  ไม่ใคร่มีอะไรที่เหมือนกับสิ่งที่นำเสนอ  สถานการณ์ของอุตสาหกรรมมักจะเลวร้ายลง  อย่าลืมว่า  อุตสาหกรรมตะวันตกดิน นั้นแปลว่า  เมื่อเวลายิ่งผ่านไป  อุตสาหกรรมก็จะยิ่งตกต่ำลงเรื่อย ๆ  ถ้าโชคดีก็คือ  อาจจะมีปีที่ดีขึ้นบ้างชั่วคราว  สั้น ๆ  ปีสองปี  หลังจากนั้นก็จะตกลงไปใหม่  ในกรณีที่เลวร้าย  อุตสาหกรรมแย่ลงหนักอาจจะเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ  โครงการก็แทบจะมีปัญหาทันทีตั้งแต่เบิกเงินกู้ยังไม่หมด   ประมาณการและการคาดการณ์ทั้งหลาย  ผิดไปจากที่คาด  เนื่องจากเหตุผลร้อยแปด  เช่น การผลิตมีปัญหา  การเงินติดขัดเนื่องจากผลประกอบการขาดทุนและเงินทุนส่วนของเจ้าของไม่มาตามที่สัญญาไว้  มีการทุ่มตลาดสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีนที่มีกำลังผลิตเหลือล้นและต้นทุนต่ำ ทำให้ราคาขายต่ำกว่าต้นทุน  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนได้  ดังนั้น  จำเป็นต้อง  ปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อให้ไม่เป็นหนี้เสียหรือ NPL ซึ่งจะกระทบกับสถาบันการเงิน  แต่ถ้าทำแล้วก็ยัง ไม่รอด  สุดท้ายก็ต้อง  เข้าแผนฟื้นฟู ซึ่งจะเป็นหนทางสุดท้าย
ผมได้พูดถึงประสบการณ์ ในอดีต  แต่ก็คิดว่าเหตุการณ์ในปัจจุบันก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักแม้ว่าผมจะห่างจากวงการมานาน  เหตุผลก็เพราะว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นมันเป็นเรื่องของ จิตวิทยา”  ของคนที่คงไม่เปลี่ยนไปง่ายนัก  กระบวนการการปล่อยเงินกู้นั้นก็คงคล้าย ๆ  กับการเล่นหุ้น  คนเคยเจอประสบการณ์เก็งกำไร  ปั่นหุ้น  และขาดทุนหนักมาแล้ว  เวลาผ่านไป 10-20 ปี  คนก็กลับมาทำอย่างเดิมและขาดทุนหนักเหมือนเดิม  การปล่อยกู้โครงการใหญ่ก็คงไม่ต่างกัน  คนที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยเดิมได้นั้นจะต้องเป็นคนที่มีจิตใจที่ กล้าหาญ”  พร้อมที่จะปฏิเสธความเห็นร่วม” ของคนที่มี แรงจูงใจร่วมแต่เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผล  ลึก ๆ  แล้วผมคิดว่าบางทีคนปล่อยกู้ก็อาจจะคิดและวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลแล้ว  เพียงแต่พวกเขาอาจจะลืมไปว่าการปล่อยสินเชื่อนั้นไม่เหมือนกับการลงทุนซื้อหุ้น  การปล่อยสินเชื่อนั้น  ถ้าคิดถูกคุณก็แค่ได้ดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนซึ่งบางทีก็ต่ำมาก  แต่ถ้าผิดคุณก็ขาดทุนหนัก  เงินกู้แทบเป็นศูนย์  ดังนั้น  ถ้าไม่ดีจริงหรือมีความเสี่ยงสูง  จะปล่อยไปทำไม?  ในขณะที่ถ้าเป็นเรื่องของการลงทุนในหุ้นนั้น  อย่างน้อยถ้าดี  เราก็อาจจะได้กำไรมหาศาลอาจจะหลายร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ถ้าผิด เราก็แค่ขาดทุน 100%ในหุ้นตัวนั้น  ดังนั้น  การคิดจะต้องไม่เหมือนกัน

ลงทุนในตลาด Sideways โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตลาดหุ้นไทยนับจากสิ้นปีที่แล้วดูเหมือนว่าจะ ดูไม่ดี” เลย   ดัชนีตลาดหุ้นปิดตลาดสิ้นปี 2557 ที่ประมาณ 1,498 จุด ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2558 ดัชนีตกลงมาเหลือ 1,346 จุด หรือตกลงมาประมาณ 10หลายคนอาจจะมองว่านี่คือ ตลาดหมี” ที่ตลาดหุ้นตกลงมาต่อเนื่องยาวนาน  แต่ผมเองคิดว่าโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะเป็นตลาดหมีมองไปข้างหน้าอีกหลายปีนั้นน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มาก  เป็นไปได้มากกว่าที่ในอีกซัก 5 ปีข้างหน้านั้น  ตลาดน่าจะเป็น  ตลาด“Sideways” หรือตลาดที่ดัชนีหุ้น  ไม่ไปไหนยาวนาน แม้ว่าระหว่างนั้นหุ้นก็อาจจะตกลงมาแรง” และ ขึ้นไปแรง” เป็นช่วง ๆ  
เหตุผลที่ผมเชื่ออย่างนั้นเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมายาวนานหลายปีซึ่งถือว่าเป็นตลาดหุ้น กระทิง โดยที่การปรับตัวขึ้นนั้นมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ  ประการแรกก็คือ  กำไรของบริษัทจดทะเบียนโตขึ้น  ในระยะประมาณ 6 ปี จากปี 2008  ถึงสิ้นปีที่แล้ว  กำไรเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ยถึงปีละเกือบ 15%  (ส่วนสำคัญมาจากการที่ฐานของกำไรที่ต่ำมากเนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกาและอีกส่วนหนึ่งมาจากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% มาที่ 20%) และประการที่สองก็คือ  ค่า PE ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากประมาณ 7 เท่าเป็น 17.8 เท่า นั่นทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นกว่า 3 เท่า จาก 450 จุด เป็น 1,498 จุด หรือตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นถึงปีละ 22% โดยเฉลี่ยแบบทบต้นในเวลา 6 ปี  และนั่นทำให้ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยขึ้นมาถึงจุดที่จะไปต่อได้ยากเนื่องจากเหตุผล 2 ประการเช่นกันนั่นก็คือ  ข้อแรก  กำไรของบริษัทจดทะเบียนน่าจะโตขึ้นน้อยลงมากนับจากนั้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มจะโตช้าลงมาก  โดยที่ในระยะอีก 5 ปีข้างหน้าผมคิดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนอาจจะโตได้ปีละไม่เกิน 10% ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่น่าจะโตช้าลง  อย่างถาวร”   และข้อสอง  ค่า PE ของตลาดเองที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตก็น่าจะต้องปรับตัวลงสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ผมคิดว่าน่าจะไม่เกิน 10 เท่าในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
ผลของการที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนโตเพียง 10% ต่อปี  และค่า PE ปรับตัวลงมาเหลือ 10 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้านั้นจะทำให้ดัชนีตลาดอยู่ที่ประมาณ 1,350 จุด  ซึ่งต่ำกว่า 1,498 จุดประมาณ 10%  ดังนั้น  ผมจึงสรุปว่ามีความเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นจะเข้าสู่  ตลาดSideways” ตั้งแต่ปี 2558 นี้แม้ว่าดัชนีในช่วงต้นปีกลับปรับตัวขึ้นไปกว่า 1,600 จุด  แต่หลังจากนั้นหุ้นก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่ดัชนีลดลงเหลือ 1,346 จุด เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2558   เราคงต้องติดตามต่อว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรไปเรื่อย ๆ  ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า  ผมเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าตลาดจะต้องเป็น Sideways อย่างที่คาดเดา  แต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง  เราควรมีกลยุทธ์ในการลงทุนอย่างไรที่จะทำให้เราเอาตัวรอดได้?
กลยุทธ์แรกที่อาจจะคิดได้ก็คือ  สำหรับนักลงทุนระยะยาว  เราก็ขายหุ้นทิ้งทั้งหมด  เพราะถ้าผ่านไป 5 ปีแล้วดัชนีหุ้นไม่ขึ้นเลย  การลงทุนระยะยาวก็อาจจะไม่ได้อะไรเลย  จะลงทุนไปทำไม?  คำตอบของผมคือ  ถึงราคาหุ้นไม่ขึ้น  เราก็ยังได้รับปันผลประมาณ 3%  ต่อปี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการฝากเงินแล้ว  เราก็อาจจะไม่ขาดทุนอะไร  ส่วนการลงทุนอย่างอื่นก็อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านั้น   ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ถ้าเราเลือกหุ้นลงทุนที่ดี  เราก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดซึ่งอาจจะทำให้เราได้ผลตอบแทนสูงขึ้น  อาจจะถึง 7-8% ต่อปี  นั่นก็จะทำให้การลงทุนในหุ้นยังเป็นการลงทุนที่ดีกว่าการออกจากตลาดอย่างสิ้นเชิง  ส่วนในกรณีของนักเล่นหุ้นระยะสั้นนั้น  พวกเขาอาจจะไม่ได้ถูกกระทบอะไรมาก  เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า  ในระยะสั้น ๆ  หุ้นอาจจะขึ้นลงได้แรงเป็นระยะ ๆ  ดังนั้นพวกเขาก็สามารถเทรดหุ้นทำกำไรได้แม้ว่าโดยรวมแล้วอาจจะยากกว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงยาวนาน   ความเห็นโดยรวมของผมก็คือ  เราอาจจะยังลงทุนซื้อขายหุ้นอยู่  แต่อาจจะไม่ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์  เราควรถือเงินสดไว้พอสมควรเพื่อที่จะฉกฉวยโอกาสช่วงที่หุ้นอาจจะปรับตัวลงมาแรงซึ่งจะทำให้เราสามารถซื้อหุ้นราคาถูกได้  นอกจากนั้น  เมื่อหุ้นมีราคาปรับตัวขึ้น  เราก็อาจจะขายหุ้นทิ้งบ้างเพื่อทำกำไร  การ  ซื้อแล้วถือ อย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผลดีเหมือนอย่างในช่วงที่หุ้นเป็นตลาดกระทิง
กลยุทธ์ต่อมาก็คือ  การออกไปลงทุนในต่างประเทศที่ดูแล้วมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโตได้ดีและราคาหุ้นยังถูกกว่า  นี่ก็เป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ   อย่างไรก็ตาม  ประสบการณ์และความรู้จักตลาดและหุ้นในต่างประเทศของเรานั้นมักจะน้อยกว่าการลงทุนในประเทศมาก  ดังนั้น โอกาสที่เราจะทำผลตอบแทนได้ดีก็น้อยลง  วิธีการแก้อย่างหนึ่งก็คือการซื้อกองทุนรวมอิงดัชนีตลาดของหุ้นต่างประเทศ  แต่นี่ก็ไม่รับประกันว่าเราจะทำผลตอบแทนได้ดี  เพราะตลาดหุ้นต่างประเทศหลายแห่งในช่วงเร็ว ๆ  นี้ก็มีราคาแพงไม่น้อยไปกว่าตลาดหุ้นไทย  การเข้าตลาดผิดจังหวะเวลาก็อาจจะทำให้เราเสียหายได้
ถ้าเรายังเลือกที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่อาจจะกำลังเป็นตลาด Sideways กลยุทธ์ในการเลือกหุ้นของเราก็ควรที่จะต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดนั่นก็คือ  ภาวะที่ค่าPE ของตลาดและหุ้นโดยทั่วไปจะค่อย ๆ  ปรับลดลงต่อเนื่องยาวนาน  ซึ่งนั่นทำให้ราคาหุ้นจะขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัยกำไรของบริษัทที่จะต้องเติบโตขึ้นมากกว่าการปรับลดลงของค่า PE  ตัวอย่างเช่น  ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีค่า PE ลดลงปีละ 10%  กำไรของบริษัทนั้นจะต้องโตขึ้นมากกว่า 10% ต่อปี เช่น 15% ต่อปี จึงจะทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นได้ 5% ต่อปี  และถ้าหุ้นตัวนี้ให้ปันผลตอบแทนปีละ 3%  ก็เท่ากับว่าหุ้นตัวนี้ยังให้ผลตอบแทนรวมปีละ 8% ซึ่งก็จะเป็นผลตอบแทนที่ดีในยามที่หุ้นไม่ไปไหน  และนี่ก็คือเงื่อนไขข้อแรกที่ว่าหุ้นที่เราจะเลือกลงทุนนั้นจะต้องเป็นหุ้นที่เติบโตแม้ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย
นอกจากหุ้นที่เราเลือกควรจะเป็นหุ้นที่ยังโตแล้ว  อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ  คุณภาพของบริษัทควรจะดีมากด้วย  และคำว่าคุณภาพนี้ก็คือมันเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง  หรือถ้าจะพูดในภาษาของ VI ก็คือ  มันมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตมีอนาคต  ผลประกอบการของบริษัทมีความมั่นคงไม่ผันผวนรุนแรงแม้ว่าภาวะทางเศรษฐกิจจะ เลวร้าย”  หรือพูดง่าย ๆ  มันเป็นหุ้น“Defensive”   ส่วนในด้านของตัวเลขทางการเงินก็จะดีกว่าบริษัทที่มีคุณภาพต่ำกว่านั่นก็คือ  ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นสูงกว่า 15% ต่อปี  บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงและไม่ต้องลงทุนในทรัพย์สินถาวรมากเพื่อที่จะรักษาดูแลเครื่องจักรและอุปกรณ์หรือขยายงาน   เป็นบริษัทที่มีหนี้สถาบันการเงินน้อยหรือเป็นบริษัทที่มีกำไรสามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นได้อย่างสบายรวมทั้งลักษณะของธุรกิจมีความแน่นอนของผลประกอบการสูงมาก  หรือถ้าจะสรุปอย่างง่าย ๆ  ก็คือ  บริษัทที่เราเลือกนั้นควรจะมีลักษณะของ “Super Company” เหตุผลที่เราต้องเลือกหุ้นที่มีคุณภาพสูงนั้น  เป็นเพราะคุณภาพจะเป็นเครื่องรับประกันว่าบริษัทจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้และเมื่ออุปสรรคผ่านพ้นไป  มันก็จะกลับมาเติบโตใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และนี่จะทำให้ค่า PE ของหุ้นไม่ปรับตัวลงมามากตามภาวะตลาด
ประเด็นสุดท้ายก็คือ  เราควรจะเลือกหุ้นที่มีผลตอบแทนปันผลที่ดีในยามตลาดSideways  เพราะปันผลนี้จะเป็นตัวที่ทำให้ Downside Risk หรือความเสี่ยงที่เราจะเสียหายน้อยลงในกรณีที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง  มีการศึกษาในตลาดหุ้นอเมริกาว่าในช่วงที่เป็นตลาดSideways ยาวนานนั้น  ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จากการลงทุนในหุ้นนั้น  90% มาจากเงินปันผล  ในขณะที่ในช่วงตลาดหุ้นกระทิง  ผลตอบแทนจากปันผลเป็นเพียงประมาณ 20%เท่านั้น  นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปันผลในช่วงตลาด Sideways  และทั้งหมดก็เป็นแนวทางการลงทุนและเลือกหุ้นหากตลาดหุ้นเป็นตลาด Sideways  แน่นอนว่าไม่มีใครบอกได้ 100% ว่าตลาดหุ้นใน 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรจริง ๆ  กลยุทธ์ที่กล่าวถึงนั้นเป็นแนวทางหนึ่งที่พยายามลดความเสี่ยงในการลงทุน  หากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด  ผมเองก็คิดว่าความเสียหายจากการยึดกลยุทธ์นี้ก็มีไม่มาก  อย่างมากก็แค่เสียโอกาส  เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับนักลงทุนก็คือ  เราจะต้องติดตามสถานการณ์และประเมินตลอดเวลาว่าตลาดและหุ้นที่เราลงทุนนั้นกำลังมุ่งหน้าไปทางไหนและปรับตัวตาม