วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ความเจ็บปวดและบทเรียนของบัฟเฟตต์ โดย ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

     ประวัติและเรื่องราวเกี่ยวกับวอเร็นบัฟเฟตต์ที่คนส่วนใหญ่ได้รับรู้นั้น  ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องของความสำเร็จ  จรรยาบรรณทางธุรกิจ  และก็การใช้ชีวิตส่วนตัวที่ดีงาม  อุปสรรคในชีวิตของเขาเองก็ได้รับการกล่าวขวัญถึงไม่น้อยแต่ก็เป็นเรื่องของการต่อสู้และฝ่าฟันอุปสรรคจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม  ถ้าจะพูดว่าเขานั้นเป็น  เทพ ที่ไม่เคย ด่างพร้อย ในทุกเรื่องสำหรับคนจำนวนมากก็คงจะไม่ผิด  อย่างไรก็ตาม  คนที่ ผ่านร้อนผ่านหนาว” มาถึง 85 ปีในสมรภูมิ” ที่มีการ สู้รบ ที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งนั่นคือตลาดหุ้นและโลกของธุรกิจนั้น  มันก็ เป็นไปไม่ได้ ที่เขาจะไม่เคย  เจ็บตัว หรือ  ทำผิด อย่างหนักจนเขาเองต้องจดจำเป็นบทเรียนเพื่อที่จะไม่ให้มันเกิดซ้ำ  เพราะเขารู้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นอีก  เขาอาจจะ ตาย” หรือ  ปางตาย ได้  และต่อไปนี้ก็คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็น  ความเจ็บปวด” ที่เกิดขึ้นในชีวิตของบัฟเฟตต์และหลายเรื่องน่าจะเป็น บทเรียน ที่เขาคงจำขึ้นใจ
เรื่องแรกก็คือการซื้อหุ้นครั้งแรกของเขาเมื่ออายุ 11 ขวบ ในหุ้น Cities Service ร่วมกับพี่สาวในราคาหุ้นละ 38 เหรียญเพราะเขาเห็นว่ามันถูกและมั่นใจว่าจะทำกำไรได้งดงาม   หลังจากซื้อแล้วราคาหุ้นกลับไหลลงไปถึงเกือบ 1 ใน 3 ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์  ในระหว่างนั้นพี่สาวเขาก็เฝ้าถามและ กดดันเขามากแต่เขาก็ไม่ขายจนกระทั่งหุ้นปรับตัวกลับขึ้นมาเป็น 40 เหรียญซึ่งเขาก็ตัดสินใจขายไปทำกำไรได้ 2 เหรียญ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น  หุ้น Cities ก็ปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 200 เหรียญ บทเรียน เรื่องนี้คงสอนให้บัฟเฟตต์กลายเป็นนักลงทุนระยะยาวมาก และไม่ขายหุ้นที่ดีมากไปเพียงเพราะกำไรที่ได้เพียงเล็กน้อย
เรื่องที่สองเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุ 21 ปีและเป็น เจ้าของ ปั๊มน้ำมันชื่อ Sinclair ที่เขาซื้อมาร่วมกับเพื่อนคนหนึ่ง  เขา ทุ่มเท ให้กับกิจการนี้มาก  ว่ากันว่าในช่วงวันหยุดเขาถึงกับมาเช็ดกระจกรถให้ลูกค้าที่มาเติมน้ำมัน  แต่แล้วปั๊มนี้ก็  เจ๊ง  เพราะปั๊มน้ำมันยักษ์ใหญ่ Texacoมาเปิดฝั่งตรงข้าม  เขาขาดทุนไป 2,000 เหรียญ จากเงินทั้งหมด 9,600 เหรียญที่เขามีอยู่ในเวลานั้นซึ่งคิดแล้วเป็นการ ขาดทุนหนักที่สุด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของการลงทุนของเขา  บทเรียนเรื่องนี้คงสอนให้บัฟเฟตต์เลิกคิดบริหารกิจการเองแบบผู้ประกอบการและเน้นการลงทุนเป็นหลักซึ่ง เปลี่ยนชีวิตเขา อย่างสิ้นเชิง
เรื่องที่สามที่ทำให้เขาเจ็บปวดก็คือการเกิดเรื่อง ฉาวโฉ่ ในบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเงินSalomon Brothers  เรื่องของเรื่องก็คือ ในปี 1987 ซึ่งเกิดวิกฤติการเงิน  บัฟเฟตต์ได้เข้าไปลงทุนซื้อพันธบัตร ขยะ” ของบริษัทเป็นเงิน 700 ล้านเหรียญ  แต่หลังจากนั้นบริษัทก็ประกาศตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมากซึ่งทำให้พันธบัตรที่บัฟเฟตต์ถืออยู่ราคาตกและเขาขาดทุนไปถึง 1 ใน 3  แต่ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ  ในปี 1991 ซาโลมอนบราเดอร์ก็ถูกจับได้ว่าทำผิดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การเทรดพันธบัตรกับภาครัฐและทำให้บริษัทตกอยู่ในภาวะเกือบล้มละลายเพราะบริษัทมีหนี้ถึง 37 เท่าของเงินทุน  สุดท้ายบัฟเฟตต์ต้องเข้าไป กู้” โดยเข้าไปรับหน้าที่เป็นประธานของบริษัท  เขาต้องเข้าไปนั่งทำงานประจำซึ่งเขาบอกว่ามัน  ไม่สนุกเลย แต่บริษัทก็รอดมาได้และเงินลงทุนของเขาก็ได้กำไรกลับมางดงาม  แต่วันที่เขาลาออกจากตำแหน่งเป็นวันที่เหมือน ยกภูเขาออกจากอก
เรื่องที่เขา เจ็บ” ต่อมาน่าจะเป็นเรื่องของการลงทุนในหุ้นเทสโก้  บริษัทค้าปลีกใหญ่ที่สุดของอังกฤษและอันดับ 3 ของโลกเมื่อเร็ว ๆ นี้  บัฟเฟตต์น่าจะซื้อหุ้นเทสโก้ตั้งแต่ปี 2012 และกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในพอร์ทของเขา  ต่อมาเขาก็เริ่มได้ กลิ่น” ไม่ดีในบริษัทและทยอยขายหุ้นได้กำไรมาบ้างแต่เขาไม่ได้รีบขายเร็วพอ  จนในที่สุดผลประกอบการของบริษัทก็เริ่มแย่ลงและมีการประกาศว่าบริษัทถูกจับได้โดย กลตของอังกฤษ ว่ารายงานกำไรผิดจากความเป็นจริง หุ้นของบริษัทตกลงมาอย่างหนัก  เหตุผลใหญ่นอกจากเรื่อง ฉาวโฉ่  แล้วก็คือ  ความสามารถในการแข่งขันและทำกำไรของกิจการแย่ลงไปมากเทียบกับคู่แข่ง  บัฟเฟตต์ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดในปี 2014 และขาดทุนไป 444 ล้านเหรียญ  นับเป็นการขาดทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเบิร์กไชร์  และน่าจะเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีวันลืมของบัฟเฟตต์
เรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่ คนอื่น ทำเสียหายและเขา เจ็บ  แต่เรื่องที่ 5 นี้เป็นเรื่องที่เขาเองน่าจะ  เจ็บปวด  ไม่น้อยเพราะเป็นสิ่งที่เกิดกับบัฟเฟตต์เองในสมัยที่เขาเริ่ม ดัง” แต่ยังไม่มาก  นั่นเป็นปี 1974-1976 ขณะที่บัฟเฟตต์อายุได้ 44-45 ปี  ที่เขาถูกกลต. สหรัฐจับฐาน ปั่นหุ้น”  เรื่องของเรื่องก็คือ  บัฟเฟตต์กำลังเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทเล็ก ๆ  แห่งหนึ่งและเขาสัญญากับผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัทว่าราคาหุ้นจะไม่ต่ำกว่าราคาหนึ่งที่กำหนด   ดังนั้น  เขาก็เลยทำให้มั่นใจ” ว่าราคาหุ้น ต่ำบาท” ตัวนี้จะไม่ตกลงมาต่ำกว่าราคาที่ตกลงไว้  เขาทำอย่างไรนั้น  คนนอกคงไม่รู้  และเรื่องราวรายละเอียดที่พูดนี้ก็อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์  ความเข้าใจของผมก็คือ  บัฟเฟตต์ไม่ได้รับหรือปฎิเสธข้อหา  แต่ยอมจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 115,000 เหรียญ ให้กลต. และเรื่องราวการ ปั่นหุ้น” ก็จบลง  ผมเองคิดว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยปัจจุบันที่ กระแส  สังคมผ่านระบบสื่ออินเตอร์เน็ตมาแรงมาก  เรื่องนี้อาจจะ ดูไม่จืดกรณี ปั่นหุ้นนั้น  ผมคิดว่าบัฟเฟตต์คง กังวลมาก” และมันคงเป็น บทเรียน สำคัญที่ทำให้เขาพูดอยู่เสมอเรื่องธรรมาภิบาล  คำพูดของเขาที่ว่า  มันใช้เวลา 20 ปีที่จะสร้างชื่อเสียง  แต่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีที่จะทำลายมัน”  ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากกรณีนี้ด้วย
เรื่องที่ 6 นั้น  ผมยกให้กับเรื่อง ส่วนตัว  ที่น่าจะทำให้บัฟเฟตต์ เจ็บ” เรื่องแรกก็คือ  การที่เขาถูกมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปฎิเสธรับเข้าไปเรียนในระดับปริญญาโท  ซึ่งทำให้บัฟเฟตต์สมัครเข้าเรียนที่โคลัมเบียที่เบน เกรแฮม สอนอยู่แทน  ผมเองไม่รู้ว่าถ้าฮาร์วาร์ดรับ  บัฟเฟตต์จะเข้าไปเรียนไหม  และถ้าเป็นอย่างนั้น  เราจะรู้จักวอเร็น บัฟเฟตต์ ในวันนี้ไหม  แต่เชื่อว่าเขาก็คงจะเจ็บ บ้างที่ถูกปฎิเสธ
เรื่องที่ 7 น่าจะเป็นเรื่องที่เขาถูกปฎิเสธอีกเช่นกันจาก เบน เกรแฮม เมื่อบัฟเฟตต์ขอทำงานกับเขาหลังจากเรียนจบโดย  ไม่คิดเงิน”  ด้วยซ้ำเนื่องจากบัฟเฟตต์อยากที่จะเรียนรู้การลงทุนด้วยการทำงานกับอาจารย์  การที่เบน เกรแฮมปฎิเสธเป็นเพราะเขาต้องการรับคนยิวที่ถูกกีดกัน” ในสมัยนั้น  อย่างไรก็ตาม  บัฟเฟตต์เองก็พยายาม ตื๊อ ขอทำงาน  โดยการติดต่อพูดคุยเรื่องหุ้นและการลงทุนกับเกรแฮมในระหว่างที่กลับไปทำงานกับบริษัทโบรกเกอร์ของพ่อที่โอมาฮา  ซึ่งทำให้ในที่สุดหลังจาก 1-2 ปี  บัฟเฟตต์ก็ได้มีโอกาสทำงานกับเกรแฮมจนเกรแฮมเกษียณ
เรื่องสุดท้ายที่น่าจะเป็นเรื่องที่ เจ็บที่สุดในชีวิตส่วนตัว” ของบัฟเฟตต์ก็คือ  การที่เขา แยกทางกับภรรยาซูซานหลังจากอยู่กันมา 26 ปี  แต่เอาเข้าจริง ๆ  แล้ว  ทั้งคู่ก็ไม่ได้หย่ากันตามกฎหมาย  ตรงกันข้าม  ซูซานเองกลับแนะนำผู้หญิงใหม่คือ Astrid Menks ให้เป็น คนดูแล  บัฟเฟตต์  และทั้งคู่ก็ยังออกงานสำคัญ ๆ  ด้วยกันเหมือนสามีภรรยา เวลาส่งการ์ดในวันเทศกาลสำคัญก็เซ็นต์ชื่อร่วมกันทั้งสามคน  ถ้าคนไม่ชอบก็อาจจะเรียกได้ว่า สามคนผัวเมีย  และเมื่อซูซานเสียชีวิต  บัฟเฟตต์ก็จดทะเบียนแต่งงานกับแอสทริดจนถึงทุกวันนี้  และนี่ก็คือพฤติกรรมที่  ไม่ธรรมดา ของบัฟเฟตต์ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น